nkinfoweb.org
 
    ข่าวหัวเรื่อง : การที่จะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองหรือทำให้องค์กรต้องทำยังไงบ้าง (ตอนที่ 1)  บันทักเมื่อ 10/11/2014

        ก่อนอื่นทักทายเพื่อนพี่น้องที่ติดตามบทความของผมผ่านทางเว็บไซต์ NKINFOWEB.ORG ทุกท่านนะครับ บทความที่ผมนำเอามาโพสนี้เกิดจากการค้นคว้าในเว็บไซต์ต่าง ๆ และเติมความคิดของผมลงไปบ้างเพื่อให้อ่านมีความเข้าใจมากขึ้นและนอกจากนี้ผมยังมีช่องทางที่จะให้ทุกท่านได้แสดงความคิดเห็นตลอดจนสอบถามผ่านทางช่องทางคอมเม้นด้านล่างข้อความทุกข้อความนะครับผมยินดีรับทุกความคิดเห็นทุกเรื่องนะครับเพื่อปรับปรุงบทความต่อไปครับ

เข้าเรื่อง มีหลายท่านถามมาเยอะมากครับว่ารู้จักนะเว็บไซต์ แต่อยากจะมีเป็นของตัวเองต้องทำยังไงเริ่มต้นยังไง บทความนี้ผมรวบวรวมมาให้ที่นี่เลยครับมาดูกัน

เว็บไซต์ (อังกฤษ: Website, Web site หรือ Site) หมายถึง หน้าเว็บเพจหลายหน้า ซึ่งเชื่อมโยงกันผ่านทางไฮเปอร์ลิงก์ ส่วนใหญ่จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ โดยถูกจัดเก็บไว้ในเวิลด์ไวด์เว็บ หน้าแรกของเว็บไซต์ที่เก็บไว้ที่ชื่อหลักจะเรียกว่า โฮมเพจ เว็บไซต์โดยทั่วไปจะให้บริการต่อผู้ใช้ฟรี แต่ในขณะเดียวกันบางเว็บไซต์จำเป็นต้องมีการสมัครสมาชิกและเสียค่าบริการเพื่อที่จะดูข้อมูล ในเว็บไซต์นั้น ซึ่งได้แก่ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ หรือข้อมูลสื่อต่างๆ ผู้ทำเว็บไซต์มีหลากหลายระดับ ตั้งแต่สร้างเว็บไซต์ส่วนตัว จนถึงระดับเว็บไซต์สำหรับธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ การเรียกดูเว็บไซต์โดยทั่วไปนิยมเรียกดูผ่านซอฟต์แวร์ในลักษณะของ เว็บเบราว์เซอร์ (ที่มา http://th.wikipedia.org/)

เว็บไซต์ คือ คำที่ใช้เรียกกลุ่มของเว็บเพจ ( ดังนั้นภายในเว็บไซต์จะประกอบไปด้วยโฮมเพจและเว็บเพจ ) โดยเรามักใช้เรียกเว็บที่มีขนาดใหญ่และมีการจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์นั้น ๆ ไว้แล้ว (Domain Name) เช่น http://www.geocities.com , http://www.sanook.com , http://www.yahoo.com เป็นต้น เว็บไซต์ประกอบด้วย
     1. โฮมเพจ (Home Page) คือคำที่ใช้เรียกหน้าแรกของเว็บไซต์ ซึ่งประกอบไปด้วยเมนูต่างๆและเรื่องราวต่างๆมากมายคล้ายกับหน้าปกนิตรสารบ้านเรา ดังนั้นหากเราออกแบบหน้าโฮมเพจให้สวยงามและน่าสนใจ โอกาสที่ผู้ชมจะแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนโฮมเพจของเราก็จะยิ่งมากตามไปด้วย
     2. เว็บเพจ (Web Page) คือ คำที่ใช้เรียกหน้าเอกสารต่างๆ ที่อยู่ในรูปแบบไฟล์ HTML (Hyper Text Markup Language) เปรียบเสมือนหน้ากระดาษแต่ละหน้าที่มีเรื่องราวต่างๆมากมายบรรจุอยู่ในนิตรสาร แต่แตกต่างกันตรงที่มีการเชื่อมโยง (Link) ซึ่งเราสามารถคลิกไปที่หน้าใดของโฮมเพจก็ได้ (ที่มา http://www.websmartpro.net/)

พอที่จะรู้จักคำว่าเว็บไซต์กันแล้วนะครับ เพื่อให้เห็นภาพกว้าง ๆ ของการที่จะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองผมจะกำหนดขั้นตอนไว้ดังนี้นะครับ
      1. เตรียมทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับเว็บไซต์
      2. สร้างเว็บไซต์
           2.1 สร้างเองหรือจ้างคนทำ
           2.2 ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูป 
       3. 
จดทะเบียนโดเมนเนม และเช่าพื้นที่สำหรับวางเว็บไซต์(ที่จริงเราก็สามารถสร้างพื้นที่สำหรับเว็บไซต์เองได้แต่ขั้นนี้ผมคิดว่าเราคงยังไม่)
      4. สร้างฐานข้อมูลและอัพโหลดโปรแกรมสู่พื้นที่ ที่เราเช่าไว้

คราวนี้มาขยายความกันครับ
       1. เตรียมทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เนื้อหา เสียง ที่เราต้องการเผยแพร่
       2. สร้างเว็บไซต์ ขั้นตอนนี้เลือกตามถนัดเลยครับ ตามนี้


             2.1 สร้างเองหรือจ้างคนอื่นทำ ในขั้นตอนนี้ก็คือการให้ได้มาชึ่งเว็บไซต์ที่เราต้องการเราอาจจะสร้างเองหรือจ้างคนที่เขาทำเป็นทำก็ได้ โดยการสร้างเว็บไซต์จะมีอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ คือ
                   2.1 Static Website : เว็บไซต์ที่ตอบสนองทางเดียว ไม่มีการติดต่อกับฐานข้อมูล และไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ เป็นการนำเสนอข้อมูลแบบทางเดียว เหมือนกับการอ่านหนังสือ ซึ่งเว็บไซต์จะพัฒนาด้วย HTML หรือ DHTML เป็นหลัก และเนื่องจาก Static Website มีการนำเสนอข้อมูลแบบตายตัวนี้เอง ไม่เป็นที่สนใจของผู้พบเห็น ปัจจุบันไม่ค่อยเห็นเว็บไซต์ประเภทนี้มากนัก เนื่องจากไม่สามารถบริหารข้อมูลได้สะดวก จึงทำให้เว็บไซต์ที่พัฒนาด้วยวิธีนี้ ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ และปิดตัวเองไป หรือพัฒนาใหม่ในรูปแบบ Dynamic Website
                   2.2 Dynamic Website : เว็บไซต์ที่สามารถตอบสนองระหว่างผู้ใช้กับเว็บไซต์ได้ มีการติดต่อและเก็บข้อมูลลงในฐานข้อมูล ซึ่งเว็บไซต์จะพัฒนา ด้วย Web Programming (ASP, PHP, ASP.net, อื่นๆ) อาจกล่าวได้ว่า Dynamic Website เป็นเว็บไซต์ที่มีระบบจัดการข้อมูล (ฺBackoffice) สำหรับให้ผู้ใช้สามารถแก้ไขข้อมูลได้โดยง่ายผ่านทาง Login ในหน้าเว็บไซต์ โดยผู้ใช้จะได้รับ Username และ Password ส่วนตัวสำหรับเข้าไปแก้ไขข้อมูล ในฐานะ Administrator รูปแบบของเว็บไซต์ประเภทนี้ มีตั้งแต่รูปแบบของ ร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce), เว็บข่าว หรือแม้แต่ Corporate Website ที่เน้นการสร้างความน่าเชื่อถือ และให้ข้อมูลที่รวดเร็วแก่ลูกค้า เช่น ราคา โปรโมรชั่นต่าง ๆ (ที่มา http://www.th.easyhostdomain.com/static-dynamic-website.html)

               ในขั้นตอนนี้เราต้องเลือกประเภทเว็บไซต์ให้ตรงตามความต้องการของเราโดยคำนึงถึงการเคลื่อนไหวของข้อมูลในเว็บไซต์ของเรา หากเราเลือกที่จะสร้างเว็บไซต์แบบ Static Website นั้นเราต้องดูว่าเว็บไซต้เราไม่มีการเคลื่อนไหวข้อมูลใด ๆ แล้วหรือมีการเคลื่อนของข้อมูลที่น้อยถึงน้อยมาก Static Website เราจำเป็นต้องมีความรู้ในการสร้างเว็บไซต์ด้วยเพราะถ้าหากเราต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเราต้องทำเองโดยการสร้างเว็บไซต์นั้นขึ้นมาใหม่หรือปรับปรุงเว็บไซต์เอง การจ้างคนอื่นทำ หากเราให้เขาสร้างเว็บไซต์แบบ Static Website เมื่อเราต้องการเพิ่มข้อมูลเราก็ต้องพึ่งคนที่เราจ้าง เมื่อพึงเขานั่นก็คือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

               เมื่อเว็บไซต์ของเรานั่นมีการเคลื่อนไหวของข้อมูลบ่อยและต้องการความยึดหยุ่นของระบบให้รองรับความต้องการใช้งานของเราและผู้ที่มาใช้บริการเวบไซต์ของเราแล้ว Dynamic Website ก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของเว็บไซต์เรา ซึ่งปัจจุบันเราอาจจะพัฒนาเองหรือจ้าง หรือ ใช้เว็บสำเร็จรูปที่มีให้โหลดฟรีก็ได้ 

        3. จดทะเบียนโดเมนเนม และเช่าพื้นที่สำหรับวางเว็บไซต์
              - ก่อนที่จะจดทะเบียนโดเมนเนม เรามาทำความเข้าใจกับคำว่าโดเมนเนมก่อนนะครับ  
โดเมนเนม (domain name)  หมายถึง ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่าย ทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไปโดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร โดนเมนเนม มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ (ที่มา http://www.b2ccreation.com/content/knowledgebase/kb_view.asp?kbid=19)
ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
  1.  โดเมน 2 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
  2.  โดเมน 3 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ
ขยายความอีกหน่อย
            1. โดนเมนเนม 2 ระดับ  จะประกอบด้วย  www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน เช่น www.b2ccreation.com ประเภทของโดเมน คือ คำย่อขององค์กร โดยประเภทขององค์กรที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้ 
    * .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
    * .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
    * .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย
    * .edu คือ สถาบันการศึกษา
    * .gov คือ องค์กรของรัฐบาล
    * .mil คือ องค์กรทางทหาร
            3. โดนเมนเนม 3 ระดับ  จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ เช่น www.kmitnb.ac.th, www.nectec.or.th, www.google.co.th ประเภทขององค์กรที่พบบ่อยคือ 
    * .co คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
    * .ac คือ สถาบันการศึกษา
    * .go คือ องค์กรของรัฐบาล
    * .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
    * .or คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร 
    * .th   คือ ประเทศไทย
    * .cn  คือ ประเทศจีน
    * .uk  คือ ประเทศอังกฤษ
    * .jp   คือ ประเทศญี่ปุ่น
    * .au  คือ ประเทศออสเตรเลีย

         การจดทะเบียนโดเมนเนม สิ่งที่ต้องคำนึงคือชื่อจะต้องตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์หรือองค์กร อาจจะใช้ชื่อเต็มหรือชื่อย่อก็ได้ ใช้ภาษาอังกฤษและตัวเลขได้ และการเลือกจุดที่ต่อจากชื่อเว็บของเราก็ควรให้ตรงตามประเภทของผลิตภัณฑ์หรือองค์กรของเราด้วยเช่นโรงเรียนก็ควรเป็น ชื่อโรงเรียน.ac.th และบริษัทก็ความเป็น ชื่อบริษัท.com ถ้าเป็นบริษัทที่อยู่ในไทยก็เป็น.co.th เป็นต้น และจะต้องไม่ซ้ำกับคนอื่นอีกด้วย

        แล้วจะรู้ได้อย่างไรชื่อเว็บไซต์ที่เราต้องการซ้ำกับคนอื่นไหม ต้องรู้จักกับตัวนี้ก่อน Whois
Whois คืออะไร ?
Whois เป็นบริการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ หรือ เจ้าของโดเมน ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ ชื่อ-สกุล ที่อยู่ อีเมล์ เบอร์โทรศัพท์ เบอร์โทรสาร หากเป็นโดเมนที่เพิ่งจดใหม่ การ Whois เพื่อดูข้อมูลอาจยังไม่ปรากฎทันที เพราะบางครั้งต้องใช้เวลาในการ Update ข้อมูล
Whois ใช้ยังไง ?
แนะนำ ลิ้งไปทดสอบตรวจสอบที่เว็บนี้ลิ้ง http://www.whois.net/  จากนั้นให้กรอกชื่อเว็บไซต์ที่เราต้องการลงไป แล้วกด GO


Whois ดูยังไง ?

ถ้าเว็บแสดงแบบนี้แสดงว่าจดทะเบียนในชื่อนี้ได้ 


ถ้าเว็บแสดงแบบนี้แสดงว่าจดทะเบียนในชื่อนี้ไม่ได้ เว็บนี้มีเจ้าของแล้ว


            

                - การเช่าพื้นที่สำหรับวางเว็บไซต์ของเรา ก่อนอื่นมารู้จักกับคำนี้ครับ Hosting 
        Hosting คือ พื้นที่ส่วนหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) ซึ่งผู้ให้บริการโฮสติ้ง (Hosting Service Provider) ได้ทำการจัดสรรมาให้เช่าบริการ โดยส่วนใหญ่จะให้บริการเป็น รายเดือน หรือ รายปี ซึ่ง Hosting เหล่านี้เป็นลักษณะของการใช้พื้นที่บนเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) ร่วมกัน
การเลือก Hosting ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานของคุณ เช่น
    1. ปริมาณพื้นที่ ๆ ต้องการใช้ เช่น 10,000MB, 20,000MB, 40,000MB หรือ 60,000MB ซึ่งพื้นที่จะถูกแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ อีกเช่น Web Space, Mail Space และ DataBase Space
    2. ปริมาณ Data Transfer เช่น 50GBต่อเดือน 100GBต่อเดือน
    3. การใช้งาน E-mail จำนวนการสร้าง E-mail Account ระบบ Webmail ที่ใช้ ของทาง Naxza Hosting ใช้เป็น uebimiau , squirrel และ roundcube ซึ่งมีให้เลือก 3 ระบบครับ
    4. ภาษาที่ใช้พัฒนา เช่น php asp หรือ asp.net ของทาง Naxza มีให้เลือกทั้ง Hosting ระบบ Unix และ Window Hosting ครับ
    5. Control Panel การใช้งาน control panel ความยากง่ายในการใช้งาน ของทาง Hosting Naxza ใช้เป็นระบบ DirectAdmin Control Panel

ขยายศัพท์ที่กล่าวมาข้างต้นหน่อยนะครับ
Data Transfer หมายถึง การรับส่งข้อมูล
Traffic หมายถึง การจราจรของข้อมูล
Bandwidth หมายถึง ความกว้างของขนาดข้อมูล

Data Transfer มีหน่วยเป็น Byte ซึ่ง ในความเป็นจริงแล้วผู้ให้บริการ โฮสติ้ง ต่าง ๆ ก็ให้ปริมาณ Data Transfer ในส่วนนี้เยอะกันทุกรายอยู่แล้วครับ สาเหตุที่บางผู้ให้บริการบอกว่าไม่จำกัดจำนวน Data Transfer นั่นเพราะว่า ทางผู้ให้บริการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม นอกจากค่าวางเครื่อง Server ที่ Data Center เท่านั้น ซึ่งตรงจุดนี้ถูกนำมาเป็นจุดขายของหลาย ๆ ผู้ให้บริการ โฮสติ้ง ครับ

Traffic มีหน่วยเป็น Byte ต่อวินาที ในส่วนของ Traffic เรามักจะดูในเรื่องของปริมาณ ว่ามากน้อยเพียงใด โดยอ้างอิงจากช่วงเวลาเป็นหลัก เช่น หากผู้ให้บริการ โฮสติ้ง บอกว่ามี Data Transfer ให้เท่านี้ แต่ในช่วงเวลาหนึ่งเราเกิดเข้าเว็บไซต์ของเราไม่ได้ หรือเปิดเว็บไซต์ไม่ได้ นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าในช่วงเวลานั้น ๆ มีผู้ใช้บริการเครื่อง Server เยอะมาก ๆ นั่นคือมีผู้ Request ข้อมูลจาก Server เป็นจำนวนมากในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งเกินปริมาณ Bandwidth ที่รับได้ครับ

Bandwidth มีหน่วยเป็น Byte เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ จะมีระดับตั้งแต่ Megabyte ขึ้นไป ในส่วนของ Bandwidth จะแบ่งเป็น Local Bandwidth และ Inter Bandwidth ซึ่งตรงนี้ต้องดูให้ชัดเจนครับ ตามปกติแล้วผู้ให้บริการที่เป็น Data Center จะทำการสร้าง Link เข้าไปเชื่อมต่อกับ ISP ( Internet Service Provider ) ซึ่งจะซื้อได้ในแต่ละ ISP ในปริมาณที่ต่าง ๆ กัน มองให้ง่าย ๆ ก็คือ ตัว IDC หรือ Data Center พยายามสร้างท่อเพื่อการส่งข้อมูลไปยัง ISP ต่าง ๆ นั้นหมายความว่า หาก IDC ได้สร้างท่อที่มีขนาดใหญ่ ก็จะทำให้การเรียกชมเว็บไซต์ ไม่มีข้อติดขัดมากนัก แต่หากท่อเล็ก ย่อมมีปัญหาที่เกี่ยวพันกับเรื่องของ Traffic นั้นคือ ในช่วงเวลาใด ๆ ก็ตามที่มีการเรียกข้อมูลมาก ๆ จากหลาย ๆ Client (ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ของคุณ) เมื่อปริมาณ Traffic สูงมากในช่วงวินาทีนั้น จนเต็ม Bandwidth แล้ว ก็จะไม่สามารถเรียกข้อมูลจาก Server ผ่าน ISP นั้นได้เลย (ที่มา ณัฐธัญ เตชะกาญจนวงศ์ Naxza Web Hosting)

ตอนนี้เรามาเลยครึ่งทางของการจะได้มาซึ่งเว็บไซต์ของเราแล้วนะครับ บทความยาวหน่อยแต่ผมหวังว่าที่ผมรวบรวมจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านะครับ
รอตอนที่ 2 พรุ่งนี้นะครับ

ขอบพระคุณ
วุฒิชัย  โลนันท์

  

 
  บทความอื่น ๆ ใน NKINFOWEB.ORG โดยครูบอย



ง่าย ๆ เปลี่ยนให้ NK เป็นขาวดำ
วันที่ : 25/10/2016
เวลา : 14:40 น.
ข่าวโดย : ครูบอย



รับทำเว็บไซต์โรงเรียนราคาย่อมเยาใช้งานง่าย 2900
วันที่ : 25/10/2016
เวลา : 14:41 น.
ข่าวโดย : ครูบอย



ออกแบบเว็บไซต์โรงเรียนหน่วยงานอย่างไรดี
วันที่ : 25/10/2016
เวลา : 14:42 น.
ข่าวโดย : ครูบอย



การปิดระบบแสดงผลบนมือถือให้แสดงแบบธรรมดา
วันที่ : 25/10/2016
เวลา : 14:42 น.
ข่าวโดย : ครูบอย



แก้การแสดงภาพัวเว็บที่เป็นไฟล์ Flash ไม่เต็ม
วันที่ : 25/10/2016
เวลา : 14:42 น.
ข่าวโดย : ครูบอย



แก้เปิดเว็บ NKINFOWEB V.3 Demo ขึ้นตัวยึ๊กยือ
วันที่ : 25/10/2016
เวลา : 14:42 น.
ข่าวโดย :
 
 
ดาวน์โหลด

อัพเกรด

ใช้พื้นที่กับเรา
 

View My Stats
NKINFOWEB CMS FREE V.3 [22-12-2014]
E-mail : wuttichai_lonan@hotmail.com FB : wuttichai_lonan